รีวิว (ไม่สปอยล์) –Spider-man Homecoming (8.5/10 ไอ้แมงมุม ที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้)


หนังใหม่สัปดาห์นี้ เป็นหนังฮีโร่ ที่ทุกคนน่าจะต้องรู้จัก  


และคงไม่มีเรื่องไหนจะน่าดึงดูดให้เข้าโรงในสัปดาห์ เท่าเรื่องนี้


การกลับมาอีกครั้งของพ่อหนุ่มมาดกวน ปีเตอร์ พาร์คเกอร์


โดยครั้งนี้นับเป็นการรีบูทครั้งที่ 2


และเป็นสไปดี้ คนที่ 3 ในช่วงชีวิตคนดูหนังคนนี้


และเมื่อรู้ว่างานนี้ Marvel มีเอี่ยวด้วยแล้ว


คงจะสนุกไม่น้อย ที่จะได้เห็นตัวละครนี้ ในลุคใหม่ๆ


  น่าดู ป่ะล่ะะะะะะ


555 ไปดูกันเลยดีกว่า

 (***ใครไม่ชอบอ่านยาว โปรดเลื่อนไปอ่านตรงสรุป ย่อหน้าท้ายๆ)




เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ขายดี ระดับแม่เหล็กที่ถูกนำมารีไซเคิลมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นคลาสสิกขึ้นหิ้งอย่าง โทบี้ แม็คไกวร์ หรือยุคของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ซึ่งถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กระแทกก้อนอิฐก้อนปูนมาไม่น้อยโดยเฉพาะกับ The Amazing Spider-Man ทั้งสองภาค
อย่างไรก็ตาม คราวนี้ Sony ไม่ได้ทำหนังสไปดี้เองเดี่ยวๆ แต่มี Marvel มาร่วมด้วย ฝ่ายหลังเป็นคนสร้างหนัง แต่สิทธิ์ในการโปรโมตและจัดจำหน่ายยังคงเป็นของ Sony หลังได้รับเสียงชมกับการปรากฏตัวของสไปดี้ เวอร์ชั่น ทอม ฮอลแลนด์ ใน ‘Captain America: Civil War’ ก็ทำให้แฟนไอ้แมงมุมเฝ้ารอที่จะได้เห็นหนังภาคเดี่ยวแบบเต็ม ๆ ของสไปเดอร์แมนในจักรวาลมาร์เวล และหนึ่งใน Avenger อย่างมีความหวัง
เห็นกระแสดีงาม รวมถึงคะแนนรีวิวจากเว็บไซด์ต่างประเทศที่เทใจให้หนังเรื่อง SpiderMan : Homecoming อย่างล้นหลามแล้ว ทำเอาอดใจรอจะไปปล่อยใยกันไม่ไหวเลยทีเดียว รีบตีตั๋วเข้าโรงทันที โดยภาคนี้ถือเป็นการกลับมาของสไปดี้ที่ทุกคนรอคอย ทำออกมาได้ดีสนุกตามมาตรฐาน Marvel คือเป็นหนังบันเทิงชั้นดี ฮีโร่สไตล์ Feel good การเล่าเรื่องที่กลมกล่อมลงตัว ตลอด 2 ชั่วโมงกว่าๆ ดูเพลินไม่รู้สึกเบื่อ พร้อมปล่อยมุขฮาโชว์ความเกรียนตลอดทาง


เรื่องย่อ
เรื่องราวของ Spider-Man: Homecoming นั้นจะเป็นเรื่องราวที่ดำเนินไทม์ไลน์ต่อจาก Captain America : Civil War ซึ่งในตอนนั้นตัวหนังได้ปูให้เห็นความสัมพันธ์ในลักษณะ พ่อ-ลูก หรือเมนเทอร์ ระหว่างโทนี สตาร์ค และ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไว้แล้ว ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเดินเรื่องในหนังภาคเดี่ยวของสไปเดอร์แมนนี้ด้วย โดยทาง Sonyเองก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะทำการรีเมคสไปเดอร์แมนใหม่ หลังจากช่วงทศวรรษที่ผ่านมาวนย่ำอยู่กับที่มาพักใหญ่ด้วยการหันมาจับมือกับ Marvel ในการครีเอทบทใหม่ๆ
สำหรับใน Civil War หนุ่มน้อยสไปดี้ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (Tom Holland) เคยได้ไปวาดลวดลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่เด็กสุดยียวนมาแล้ว แต่หลังนั้น เขาก็ได้กลายเป็นฮีโร่ฝึกหัดของ โทนี่ สตาร์ค หรือ Iron Man (Robert Downey Jr.) และถูกประคบประหงมอย่างดี แต่อาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนเขาจะถูกจับตาอยู่ทุกย่างก้าว จะทำอะไรไปไหนป๋าพี่เลี้ยงเด็กก็มักจะรู้อยู่ตลอด โดยเฉพาะการมีผู้คุมอย่าง แฮปปี้ โฮแกน (Jon Favreau) เลขาอารมณ์ดีของโทนี่ มาคอยคุม
ปีเตอร์มีเพื่อนซี้ รูปร่างอวบอ้วนแต่กวนตีนมากอย่าง เนด (Jacob Batalon) ที่ค่อนข้างปากสว่างทว่าจิตใจดีและอยากจะได้เป็นเพื่อนซี้ฮีโร่ใจจะขาด และตามประสาเด็กหนุ่มเพิ่งแตกพาน ก็ย่อมจะมีความรักเข้ามาเอี่ยว โดยนายปีเตอร์แอบชอบสาวผิวสีหุ่นสูงอย่าง ลิซ (Laura Harrier) และมีป้าแสนเซ็กซี่อย่างป้าเมย์ (Marisa Tomei) ที่เขาต้องคอยปิดบังไม่ให้พวกเธอได้รู้ว่าเขาคือสไปเตอร์แมน
แต่เพราะจิตใจใฝ่ดีอยากจะทำคุณประโยชน์ให้สังคม จึงพาให้เขาได้พบกับวายร้ายตัวแรก ของเขา ซึ่งคือ แอเดรียน ทูมส์ หรือวัลเชอร์ (Michael Keaton) โจรที่ขโมยเศษซากจากการโรมรันของพวกต่างดาว กับ เหล่า Avengers มาสร้างเป็นอาวุธพันธุ์ใหม่ งานนี้สไปดี้จะทำอย่างไรเมื่อป๋าสตาร์คก็คุมเข้มซะขนาดน้านนน!


รีวิว
หลังจากรู้ว่า รีบูทเป็นครั้งที่ 3 บวกกับตอนดูทีเซอร์ รู้สึกหนังเอา โทนี่ มาช่วยชูโรงมากไป ก็เริ่มไม่คาดหวังกับการรีบูทครั้งนี้นัก แต่ผลก็กลับออกมาดีกว่าที่คาด เมื่อมันเป็นหนังที่ใช้ความเกรียนของสไปดี้ออกมาได้สนุก ผสานความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่และหนังวัยรุ่นได้เหมาะเจาะกำลังดี
ข้อดี
1. เพราะตัวเอกเรายังเรียนไฮสกูลอยู่เลย แม้จะค้นพบตัวเองในการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะใช้พลังพิเศษเพื่อช่วยสังคม แต่ด้วยช่วงชีวิต ยังไงๆ เขาก็ยังคงเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่ดี ทำให้ชีวิตของเขายังไงก็ไม่พ้นโรงเรียน เพื่อน คนรัก และบ้าน หนังจึงมี โทนสนุกสนาน และมีความวัยรุ่นสูง หนังเล่าชีวิตเด็กไฮสคูลให้ดูง่ายๆ ทั้งกับความรักของเด็กหนุ่ม การเรียน งานคืนสู่เหย้า การอยากมีตัวตน ฯลฯ พอมาบวกกับการเป็นฮีโร่ของมาร์เวลที่มีชุดล้ำสมัย อาวุธเทคโนโลยีครบครันมันก็เจ๋งขึ้นไปอีก
2. เห็นว่าเรื่องนี้มีคนเขียนบทร่วมเขียนกันห้าหกคน จึงใส่อะไรลงเยอะมาก ทำให้มันไม่ได้มีแค่บทของวัยรุ่นเกรียนๆ ที่อยากจะช่วยโลก แต่กลับทำให้แตกต่างและมีเสน่ห์ในตัวละครมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างให้สาวของสไปดี้มีผิวสีดำ ฉีกแนวออกไปเลยจากที่เคยเป็นไม่ว่าจะการคิดให้ชุดของสไปดี้มีลูกเล่นมากขึ้น เพราะมันเป็นชุดสูทที่โทนี่ สตาร์ค คิดค้นมาให้ เราจึงได้เห็นว่าชุดของสไปเดอร์แมนมันทำอะไรได้มากกว่าที่เคยเห็น แถมยังมีเอไอให้สั่งการทำงานและคุยกับคนใส่ได้ด้วย ส่วนนี้จึงเป็นความเจ๋งของหนังเรื่องนี้
3. ในช่วงโปรโมตหนังอาจจะดูเหมือน Iron Man จะมีส่วนร่วมเยอะเป็นพิเศษ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดีเพราะมันทำให้ทีมสร้างไม่ได้เล่าเรื่องราวในตัวอย่างมากเกินไป และ Iron man ก็ออกมาในหนังไม่มากจนเกินไป กำลังพอดี สำหรับเรามองว่ามันก็ถูกอยู่แล้วที่หนังจะเน้นเล่าเรื่องของสไปดี้ เพราะนี่มันหนังของสไปดี้!


4. คู่ปรับเรื่องนี้ ถือเป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อกับสไปดี้วัยทีน กับสเกลการต่อสู้ที่ไม่ใหญ่อลังการแบบ Marvel เรื่องอื่นๆ ลดลงมาเหลือเพียงการปกป้องเมืองควีนส์ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องบอกว่า Vulture เป็นตัวร้ายที่ยกระดับตัวหนัง Marvel ได้ดี ตัวละครถูกออกแบบมาอย่างมีมิติ มีสาเหตุแรงจูงใจที่มาที่ไปของการเลือกทำแบบนั้นแบบนี้ รวมทั้งฉากการการต่อสู้ที่ต่อกรกันได้สนุกตื่นเต้น ไม่ก๊องแก๊ง และดูตัวร้ายงี่เง่า อ่อนด้อย เหมือนที่เราเคยชินจากในหนังของ MCU
5. นอกจากการเดินเรื่องที่ทำได้สนุกตื่นเต้นยืนระยะได้ต่อเนื่องตลอด 2 ชม. แล้ว หนังยังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจดจำ โดยเฉพาะ จังหวะมุกตลกร้าย ที่ฮาได้เรื่อย ๆ และกิมมิคที่ถูกสอดแทรกเข้ามาได้ไหลลื่นลงตัว ชนิดเก็บรายละเอียดทุกเม็ด และชอบชั้นเชิงในการเล่นสถานะของสไปดี้กับการรวมทีม Avengers ซึ่งตรงนี้ชอบตรงจุดจบที่หนังทิ้งไว้ให้ ถือว่าดี และยังแอบแทรกมุกปิดท้ายไว้อีกด้วย
6. ด้านนักแสดง ส่วนตัวเอนค่อนข้างชอบ สไปดี้ในยุคของ ทอม ฮอลแลนด์ ที่แบกแคแร็คเตอร์บ้าน ๆ ติดดิน (ถึงแม้ในหัวใจยังรัก แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ และ โทบี้ แม็คไกร์ว อยู่) เปลี่ยนไอ้แมงมุม ให้ดูน่าขบเผาะ มีเสน่ห์และออกมาดูเกรียนได้ใจ การแสดงของทอม มันมีแคแร็คเตอร์ที่ชัด มองเห็นลายเซ็นต์ของตัวเอง ไม่ยากเลยที่จะเข้าไปนั่งในใจของแฟนหนัง Marvel ได้ในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ การกระจายบทให้ โทนี และ ป้าเมย์ ก็ทำได้น่าพอใจจนเรียกได้ว่าแอบย่องมาขโมยซีนอยู่หลายครั้ง 


ข้อเสีย
1. แม้จะยอมรับและเข้าใจว่า นี่คือภาคแรกของไอ้แมงมุมคนใหม่ แม้จะไม่ได้เป็นการรีบูทแบบเริ่มใหม่ แต่มันก็เหมือนสไปดี้คือมือใหม่ในวงการซูเปอร์ฮีโร่ ฉากแอ็คชั่นและการกระทำอาจดูไม่หวือหวา หรือมีท่าเท่ๆ ให้รู้สึกจดจำ ถือว่าฉากแอคชั่น ยังดูธรรมดา เมื่อเทียบกับหนังสไปดี้เรื่องก่อนๆ สิ่งที่รู้สึกได้ในฉากแอ็คชั่นบางฉากของภาคนี้ คือ มันมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจน ทุกอย่างอยู่ใกล้จนดูไม่ทัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครอยู่ตรงไหน (หรือคงเพราะแก่แล้ว 55)
2. ดราม่าที่หนังพยายาม จะสร้าง ดูแห้งแล้งจนเกินไป เพราะโดยรวม หนังดูจะเน้นไปในแนว แอ็คชั่นไซไฟ แบบวิ่งสู้ฟัด แทบทั้งเรื่อง เสียมากกว่า

"You need to stop carrying the weight of the world on your shoulders."

สรุปได้ว่า Spider-Man: Homecoming คือการต้อนรับกลับบ้านของซุปเปอร์ฮีโร่คนใหม่สู่จักรวาลมาร์เวล MCU อย่างสมศักดิ์ศรี สิ่งที่โดเด่นคือการทำสไปเดอร์แมนให้กลับมาดูสด ใหม่ ให้เราสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณ แรงบันดาลใจอันพลุ่งพล่าน ความไม่ประสีประสาของเยาว์วัยที่กลายเป็นความสมบูรณ์แบบในใจของเลนเด็กยุคมิลเลนเนียลอีกมากมายที่จะจดจำและพูดถึงสไปเดอร์แมนภาคนี้ไปได้อีกนาน
Spider-Man: Homecoming ถือเป็นกระจกสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Sony และ Marvel ที่ประสบความสำเร็จกับการเลือกรีแบรนด์สไปเดอร์แมนอย่างมีแบบแผน ก็ในเมื่อตัวหนัง ตัวละคร ตัวบท ส่งให้สไปดี้ มันมีครบทุกองค์ประกอบที่หนังซุปเปอร์ฮีโร่พิทักษ์โลกที่ดีต้องมี ถ้าพูดถึงเรื่องของความบันเทิงตลอด 2 ชั่วโมงกว่ากับความรู้สึกประทับใจตอนเดินออกจากโรงมา อาจบอกได้เต็มปากว่าอย่างน้อยนี่คือสไปเดอร์แมนที่ดีที่สุดในรอบ 1 ทศวรรษเลยก็คงจะไม่เกินเลยไปนัก
ชอบความมีมิติของตัวร้าย ในภาคนี้ ชอบความมาไม่เยอะไปของ Iron man ชอบความฮาและเกรียนที่หนังมอบให้ ชอบความแขกรับเชิญที่มีมาให้เซอร์ไพรส์ตลอดเรื่อง ชอบความแมสที่ลงตัวของหนัง ชอบเสน่ห์ของหนังวัยรุ่นในคราบหนังฮีโร่ ชอบการกระจายบทที่ลงตัว และชอบเสน่ห์ของ ทอม ฮอลแลนด์ ในบทสไปดี้คนใหม่ ที่แอบมีหุ่นแซ่บๆ ซิคแพคลอนๆ 
จนสาวๆ อาจจะต้องตะโกนว่า 
ฉันลาบน้องทอม!”

คะแนน >>> 8.5/10 (คะแนนที่ให้ คงไม่ต้องอธิบายนะครับว่าหนังจะโอเคขนาดไหน)

ถือเป็นหนังฮีโร่ อารมณ์ดี ที่แฟนๆ ของสไปดี้ และหนังชุดฮีโร่ ไม่ควรพลาด และถึงไม่ใช่แฟน ก็คิดว่าจะดูได้สนุกคุ้มค่าตั๋วแน่นอน

หนังสนุกจริงสมคำร่ำลือ และสมกับเป็น Marvel หนังดูได้ไม่เบื่อตลอด 2 ชม. ไม่มีฉากอะไรน่าจดจำเป็นพิเศษ นอกจากการเปิดตัวน้องทอม ที่ดีงาม

หนังมีฉากแถมที่แทรกอยู่ทั้ง Mid Credit บอกเป็นนัยถึงภาคต่อไปที่อาจมีตามมา และ End credit ที่บอกเลยว่าห้ามพลาด รอดูเพลงเครดิตขึ้นจนจบนิดนึง

ต้องรู้จักอดทนนะ ดูหนังจบแล้วก็อย่าเพิ่งรีบลุกล่ะ 

ชมได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ดู Trailer ได้ด้านล่าง

ความคิดเห็น